วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เตือนภัยประชาชนถูกปล้นเงียบ แฉกลลวงแบงก์พาณิชย์ฟันเงินลูกค้า

"การโทรศัพท์หลอกลวงว่าเป็นหนี้สินกับธนาคารพาณิชย์" เพื่อหลอกลวงให้ทำรายการผ่านเครื่องเอทีเอ็ม ในปีที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงปีนี้ ถือเป็นข่าวเกรียวกราว และทำให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญในการติดต่อกับธนาคารพาณิชย์มากขึ้น หลังจากสูญไปให้กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้หลายสิบล้านบาท

และตลอดปีที่ผ่านมา "ทีมเศรษฐกิจ" ได้รับการร้องเรียนถึงเรื่องนี้นับครั้งไม่ถ้วน!!

ขณะเดียวกัน อีกเรื่องที่ "ทีมเศรษฐกิจ" ได้รับการร้องเรียนมากเช่นกัน คือการร้องเรียนการให้บริการ และพฤติกรรมที่ประชาชนมองว่าเอารัดเอาเปรียบของธนาคารพาณิชย์!!

ทั้งเรื่องการโขกค่าธรรมเนียม ไม่อนุมัติสินเชื่อหรือการให้สินเชื่อที่มีเงื่อนไขบังคับ รวมถึงการทวงหนี้โหด ขณะที่ข้อร้องเรียนที่มีมากที่สุดและต่อเนื่องยาวนาน คือส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก (สเปรด) ที่ไม่เป็นธรรม แต่เรื่องเหล่านี้อาจเป็นข่าวและอยู่ในความตระหนักถึงของประชาชนน้อยกว่า

ภาพจาก http://iraq.usembassy.gov

ภาพจาก http://iraq.usembassy.gov

ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้เป็น "วันครอบครัว" ที่คนในบ้านมีเวลาอยู่ด้วยกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน

"ทีมเศรษฐกิจ" จึงประมวลและนำข้อร้องเรียน ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงมาตีแผ่ และแชร์ให้คนส่วนใหญ่ของสังคมไทยได้รับรู้ เพื่อให้ตระหนักถึงความจำเป็น ในการสอบถามและเสาะหาความจริงในการคิดค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการใช้บริการ

รวม "ข้อร้องเรียน" แบงก์เอาเปรียบ

จากคำร้องเรียนจำนวนมากที่ได้รับ "ทีมเศรษฐกิจ" ได้รวบรวมและแยกกรองมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้ได้รับรู้ข้อเท็จจริงจากกรณีเหล่านี้ ว่าอะไรที่ "จริง" และอะไรที่เป็นเพียง "กลลวงหรือกลยุทธ์" ของธนาคาร

ข้อร้องเรียนแรก คือ คนที่เคยเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือเคยติดตัวแดงเป็นหนี้ที่ต้องระวังคือ ขาดการชำระ 1-2 เดือนแต่ยังไม่ถึง 3 เดือน แม้จะได้ชำระหนี้จนครบจำนวนแล้ว แต่ส่วนใหญ่หากขอสินเชื่อใหม่จะธนาคารพาณิชย์จะไม่อนุมัติ

นายเดชา (นามสมมติ) เล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่า ตนเป็นหนี้เอ็นพีแอลสินเชื่อบัตรเครดิต แต่เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมาได้ชำระหนี้กับธนาคารพาณิชย์จนหมดแล้ว และในขณะนี้ต้องการขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย แต่ธนาคารไม่อนุมัติโดยให้เหตุผลว่าติดแบล็กลิสต์ของเครดิต บูโร ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อไม่ได้

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ทางเครดิต บูโรชี้แจงว่า เครดิต บูโรไม่มีการขึ้นแบล็กลิสต์ลูกค้าไม่ว่ากรณีใด แต่การเก็บข้อมูลของเครดิต บูโรนั้น จะเก็บข้อมูลนาน 3 ปี หากธนาคารพาณิชย์เข้าไปดูประวัติทางการเงินของลูกค้าที่ขอสินเชื่อ จะเห็นว่าเคยเป็นหนี้เอ็นพีแอลมาก่อน ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้รับการอนุมัติ

ข้อร้องเรียนที่ 2 ยังคงเป็นเรื่องการขอสินเชื่อ โดยลูกค้าที่ร้องเรียนระบุว่าถูกธนาคารพาณิชย์บังคับให้ทำประกันชีวิตผู้กู้เงิน ถ้าไม่ทำธนาคารจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้

น.ส.อ้อ (นามสมมติ) เล่าเรื่องนี้ว่า ขอกู้สินเชื่อซื้อบ้าน 5 ล้านบาท แต่ผู้กู้ทำงานในต่างประเทศ ธนาคารจึงเสนอว่า ผู้กู้จะต้องทำประกันชีวิตเพิ่มในวงเงินสูงถึง 400,000 บาท ธนาคารจึงจะอนุมัติเงินกู้ให้ เพราะหากผู้กู้ตายธนาคารจะได้สินเชื่อคืนจากบริษัทประกัน แต่ น.ส.อ้อ บอกว่าไม่มีเงินซื้อประกัน พนักงานธนาคารเสนอให้กู้รวมไปกับสินเชื่อบ้าน ทำให้ต้องกู้ในวงเงิน 5.4 ล้านบาท

เช่นเดียวกับนายสมชาย ที่ขอสินเชื่อบุคคลจำนวน 60,000 บาท พนักงานเสนอให้ทำประกันชีวิตเพิ่มในราคา 2,000 บาท ในลักษณะเดียวกัน โดยธนาคารบอกว่า หากไม่ทำก็ไม่แน่ใจว่าสินเชื่อจะอนุมัติหรือไม่ แต่ถ้ายอมเสียเงินทำประกันที่ไม่แพงมาก แต่รับรองว่าสินเชื่ออนุมัติชัวร์

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ หลังจากที่ ธปท.อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์เป็นนายหน้าขายประกันได้ ทุกธนาคารจึงมีนโยบายให้พนักงานขายประกัน และแบ่งรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์จากการขาย ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการบริหารและป้องกันความเสี่ยงของสินเชื่อ จึงเสนอบริการการขายประกันชีวิตควบคู่กับการขอสินเชื่อ

แต่การทำประกันชีวิตหรือไม่นั้น ขึ้นกับความสมัครใจของผู้กู้ และไม่ใช่เงื่อนไขว่า จะได้รับอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ แต่เนื่องจากบางสาขา จะมีการกำหนดยอดการขายประกัน หรือการเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ เป็นขั้นบันไดทำให้อาจจะกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการบังคับทำประกัน ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ลูกค้าที่ไม่ทำประกันชีวิตก็มีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อเท่าๆกับที่ตัดสินใจทำประกันชีวิต

ข้อร้องเรียนที่ 3 เป็นกรณีการธนาคารพาณิชย์ถูกบังคับหรือจูงใจให้ทำบัตรเดบิต ซึ่งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีสูงกว่าบัตรเอทีเอ็มแทนการทำบัตรเอทีเอ็มใหม่

น.ส.อร (นามสมมติ) เล่าว่า ไปทำบัตรเอทีเอ็มใหม่ แต่ธนาคารเสนอให้ทำบัตรเดบิตแทน โดยชี้แจงว่า เป็นนโยบายของธนาคารที่จะเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มเป็นบัตรเดบิตทั้งหมด โดยไม่คิดค่าทำบัตรในครั้งแรก แต่ น.ส.อรไม่สนใจ ธนาคารจึงบอกว่า หากต้องการทำบัตรเอทีเอ็มจริงๆ ก็ทำได้ แต่สำนักงานใหญ่ไม่ได้ส่งบัตรเอทีเอ็มมาให้สาขา สาขาต้องขอไปทางสำนักงานใหญ่และรอประมาณ 7-15 วันจึงจะได้รับบัตร

ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ธปท.ยืนยันว่า ธนาคารพาณิชย์ยังคงต้องให้บริการบัตรเอทีเอ็มหากลูกค้าต้องการโดยไม่มีเงื่อนไขและการทำบัตรเดบิตให้ลูกค้าจะต้องได้รับการยินยอมและสมัครใจเท่านั้น

โขกค่าธรรมเนียมแพงระยับ

นอกเหนือจากกรณีข้างต้น ยังมีอีกกรณีที่มีข้อร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก คือ ค่าธรรมเนียมราคาแพง แถมยังคิดยุบยับเยอะแยะรายการเต็มไปหมด รวมทั้ง การร้องเรียนถึงค่าติดตามทวงหนี้ ที่คิดแพงมาก ขณะที่การติดตามทวงหนี้ของพนักงานยังไม่สุภาพ และบางรายมีล่วงล้ำสิทธิของประชาชน

จากรายงานของ ธปท.ล่าสุด พบว่า ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารพาณิชย์คิดจากการให้บริการทางการเงินกับประชาชน มีทั้งสิ้นมากถึง 78 รายการ แต่ส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่าย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ แต่ตามเกณฑ์ของ ธปท.ในปัจจุบัน บังคับให้ธนาคารเปิดเผยค่าธรรมเนียมเพียง 24 รายการในที่สาธารณะ และที่สาขา รวมทั้งบนเว็บไซต์ของธนาคารและ ธปท.

แต่ยังมีรายการค่าธรรมเนียมอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ค่าติดตามทวงถามหนี้ การโอนเงินระหว่างสาขา หรือแม้แต่การถอนและฝากเงินจากเครื่องรับฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (ตามตาราง) ที่ยังไม่มีการเผยแพร่ในที่สาธารณะให้ประชาชนรับรู้

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้มีการประสานงานร่วมกันระหว่าง ธปท.และสมาคมธนาคารไทย เพื่อให้มีการประกาศค่าธรรมเนียมที่คิดกับประชาชนทั้ง 78 รายการ ในลักษณะเดียวกับ 24 รายการก่อนหน้า ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยโครงการดังกล่าวยังรวมไปถึงความพยายามร่วมกันในการยกเครื่องปรับโครงสร้างของค่าธรรมเนียมทั้งระบบ โดยมีหลักการให้ค่าธรรมเนียมคิดตามต้นทุนจริงของธนาคารพาณิชย์

เช่น ค่าโทรศัพท์ทางไกล ซึ่งต้นทุนขณะนี้ต่ำกว่าแต่ก่อนมาก ดังนั้น ค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินข้ามเขตระหว่างกรุงเทพฯปริมณฑลและต่างจังหวัดควรลดลงหรือไม่มีเลย หรือกรณีค่าติดตามทวงถามหนี้ที่ธนาคารคิดเป็นรายครั้ง ครั้งละ 250-1,000 บาทนั้น ถือเป็นการขูดรีดเกินต้นทุนที่แท้จริง

แต่ในที่สุด โครงการปรับโครงสร้างจะทำให้ค่าธรรมเนียมจะลดลงได้จริงหรือไม่นั้น จะขึ้นกับความพยายามอย่างจริงจังหรือไม่ที่จะช่วยเหลือประชาชนของ ธปท.และความจริงใจของระบบธนาคารพาณิชย์ ที่จะต้องจับตาและพิสูจน์กันต่อไป

ฝังตุ่มดีกว่าดอกเบี้ยเตี้ยติดดิน

อย่างไรก็ตาม ข้อร้องเรียนมหาอมตะนิรันดร์กาลที่ "ทีมเศรษฐกิจ" ได้รับ หนีไม่พ้นข้อสงสัยที่ว่าทำไมดอกเบี้ยเงินฝาก ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จนกระทั่งในปัจจุบัน 13 ปีที่ผ่านมา ถึงได้ต่ำเตี้ยติดดินมาตลอด ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้กลับอยู่ในระดับที่สูงและดอกเบี้ยเงินกู้ของจริงที่ประชาชนต้องจ่ายยิ่งสูงขึ้นไปอีก เมื่อธนาคารพาณิชย์ขอบวกความเสี่ยงอีก 1-3%

ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ถ่างห่างกันมาก ซึ่ง ณ วันนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าเงินกู้รายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ของธนาคารพาณิชย์ อยู่ที่ 6.5% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งเป็นบัญชีที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่ที่ 0.2-1.5% ขณะที่ผลกำไรของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกปีนี้กำไรของระบบธนาคารพาณิชย์พุ่งสูงถึง 20,000 ล้านบาท

และที่ผ่านมา หากนับจำนวนการลดดอกเบี้ยเงินฝากเทียบกับการลดดอกเบี้ยเงินกู้ จะเห็นว่าธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินฝากลงมากกว่า 3% ขณะที่ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพียง 1% กว่าๆ เท่านั้น

ดังนั้น การจะอ้างถึงสภาพคล่องส่วนเกินของระบบการเงินไทยที่มีสูงมาก ขณะที่ความ ต้องการสินเชื่อลดต่ำลง ทำให้อัตราการปล่อยสินเชื่อติดลบเป็นเรื่องที่รับฟังได้ยาก

ขณะที่ ธปท.ในฐานะผู้ดำเนินนโยบายการเงิน คนดูแลดอกเบี้ยและผู้กำกับดูแลการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ กลับไม่สามารถที่จะจัดการหรือหาวิธีการให้ธนาคารพาณิชย์ ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้สอดคล้องกับเงินฝากเลย

แม้ว่าพฤติกรรมนี้จะเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้การส่งผ่านนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจล้มเหลว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ประชาชนคนฝากเงินได้รับจากการฝากเงินติดลบต่อเนื่องยาวนานหลายปี ส่งผลให้คนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ข้าราชการเกษียณฯที่ยังชีพด้วยดอกเบี้ยเงินฝากเดือดร้อน

ทั้งหมดนี้ เป็นความเดือดร้อนและเสียงสะท้อนของประชาชนต่อการดำเนินการของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งประชาชนต้องการคำตอบที่ชัดเจนและโปร่งใส

ขณะเดียวกัน ในภาวะที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและไม่พอใจ จำเป็นอย่างยิ่งที่ ธปท.ควรแสดงบทบาทให้เห็นชัดเจนกว่านี้ว่าอยู่ข้างประชาชน พร้อมที่จะออกกฎเกณฑ์บังคับ หรือจัดการความเอารัดเอาเปรียบเหล่านี้ ไม่ใช่เอา แต่บ๊อแบะๆไม่กล้าดำเนินการใดๆ อย่างที่ผ่านมา

ที่สำคัญที่สุด ประชาชนคนไทยเมื่อเห็นแล้วถึงกลลวงที่บรรดาแบงก์ขุดล่อเอาไว้ ก่อนจะทำธุรกรรมการเงินใดๆ ควรหาข้อมูลและความรู้เรื่องเหล่านี้จากช่องทางต่างๆก่อน ไม่ใช่ธนาคารบอกอะไรก็เชื่ออย่างนั้น จะได้ไม่ต้องมานั่ง "เสียใจ" ภายหลัง...อีก.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น