วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
"จุรินทร์" สั่งทบทวนเงินกู้ ช.พ.ค.5 รอบสอง
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.ศึกษาธิการ เผยหลังการประชุมองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการว่า ที่ประชุมได้หารือโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. โครงการ 5 โดยได้เชิญนายเกษม กลั่นยิ่ง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และผู้แทนธนาคารออมสิน ซึ่งได้ส่งนายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโสมาชี้แจง ทำให้ทราบว่ามี 2 โครงการที่กำลังดำเนินการ คือ โครงการพัฒนาชีวิตครู ที่เปิดโอกาสให้ครูกู้เงินใน 2 วงเงิน โดยวงเงินแรกได้ขยายเพดานการกู้จาก 700,000 บาท เป็น 1.5 ล้านบาท โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และวงเงินที่ 2 ขยายเพดานจาก 2 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาท โดยมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน และธนาคารออมสินบังคับให้มีการทำประกันชีวิตโดยคิดเบี้ยประกันร้อยละ 10 ของวงเงินกู้ รวมทั้งต้องมีการค้ำประกันกลุ่ม แต่จะมีการคืนดอกเบี้ย MLR ร้อยละ 1 ให้กับผู้กู้ทุกไตรมาสในกรณีที่ชำระเงินคืนตรงตามเวลา ซึ่งตนได้ขอให้ ธนาคารออมสินไปหารือว่าจะสามารถปลดล็อกการบังคับทำประกันชีวิตได้หรือไม่
รมว.ศึกษาธิการกล่าวอีกว่า ส่วนอีกโครงการคือ โครงการเงินกู้ ช.พ.ค. 5 ได้ให้เลขาธิการ สกสค. กลับไปทบทวนในประเด็นต่างๆ ดังนี้ การทำประกันชีวิตให้เป็นไปตามความสมัครใจโดยไม่เป็นการบังคับ การหักเงิน 10,000 บาท เพื่อเข้ากองทุนรวมจะยกเลิกได้หรือไม่ การหักเงินประกันเงินกู้อีก 2,000 บาทให้ทบทวนว่ามีความจำเป็นต้องหักหรือไม่ และกรณีการคืนดอกเบี้ย MLR ร้อยละ 1 ซึ่งไม่ได้คืนให้กับครู จะสามารถคืนให้กับครูได้หรือไม่ ทั้งนี้ตนขอให้ สกสค. พิจารณาโดยยึดประโยชน์ของครูเป็นหลัก และดำเนินการอย่างโปร่งใส ส่วนกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะเข้ามาสอบสวนเรื่องการบังคับเช่าพระในโครงการเงินกู้ ช.พ.ค. 5 นั้น เรื่องนี้ได้มอบให้ ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานบอร์ด สกสค.ไปดูแล โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจน และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ครูจ่อเคลื่อนทัพ ต้านเด้ง ปลัด-เลขาสกสค.
เมื่อวันที่ 27 ส.ค. ที่ห้องผู้สื่อข่าว กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมแถลงโดยนายสมเกียรติ กล่าวว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับการร้องเรียนจากครูจำนวนมากที่ถูกขูดรีด จากการกู้เงินในโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครู และบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) 5 ทั้งที่ๆเมื่อวันที่ 14 ส.ค. คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่มี นายชินภัทร ภูมิรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน มีมติให้ยกเลิกเงื่อนไขการบังคับทำประกันชีวิต รายละ 37,200 บาท ยกเลิกการหักเงินเข้ากองทุนรายละ 10,000 บาท และให้คืนเงินร้อยละ 1 ของลูกค้าครูชั้นดีที่ส่งงวดตรงเวลาแก่ครูโดยตรงแทนนำไปรวมไว้ที่กองกลาง ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีมติสั่งการในเรื่องดังกล่าว แต่นับจากวันที่ 14 ส.ค. เป็นต้นมา ครูที่ยื่นกู้โครงการ ช.พ.ค. 5 ก็ยังคงถูกหักเงินทั้ง 3 รายการเหมือนเดิม และเมื่อสอบถามไปยัง สกสค.จังหวัด ก็อ้างว่ายังไม่มีคำสั่งจาก สกสค. ตนได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือกับนายจุรินทร์ พร้อมทั้งเรียกร้องผ่าน รมว.ศธ.ว่าให้ประธานบอร์ด สกสค.รีบทำหนังสือแจ้งไปยัง สกสค.จังหวัดทั่วประเทศ ว่า การกู้เงินต่อไปนี้จะไม่กระทำการทั้ง 3 เรื่อง ไม่เช่นนั้น ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จำนวนหนึ่งจะยื่นข้อเรียกร้องต่อ รมว.ศธ. ให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงใน ศธ.
"ผมหวังว่ากรรมการ สกสค.โดยเฉพาะ ปลัด ศธ. และนายเกษม กลั่นยิ่ง เลขาธิการ สกสค.จะได้มีคำแถลงที่ชัดเจนเรื่องดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้ มิฉะนั้นในสัปดาห์หน้า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ประมาณ 10 คนจะลงชื่อยื่นข้อเรียกร้องให้ รมว.ศธ.เปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับสูงใน ศธ. เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการแทรกแซงการบริหารงาน แต่เราไม่ต้องให้ครูถูกขูดรีดอีกต่อไป ผมฝากเตือนเพื่อนครูที่คิดจะยื่นกู้เงินช.พ.ค.โครงการ 5 ว่า หากครูยื่นกู้และตัดสินใจทำประกันชีวิตไปแล้ว โอกาสที่จะได้รับเงินคืนน้อยมาก เพราะถือว่านิติกรรมสัญญามีผลตามกฎหมายแล้ว ดังนั้นระหว่างนี้ขอให้ครูชะลอการกู้ไประยะหนึ่งก่อน จนกว่าจะมีคำสั่งปรับเงื่อนไขใหม่อย่างเป็นทางการ ผมรู้สึกสงสัยว่าครูเดือดร้อนขนาดนี้แต่ทำไมองค์กรครูทั่ว ประเทศกว่า 200 องค์กรกลับไม่เคลื่อนไหวใดๆเลย"นายสมเกียรติ กล่าว
วันเสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เตือนภัยประชาชนถูกปล้นเงียบ แฉกลลวงแบงก์พาณิชย์ฟันเงินลูกค้า
"การโทรศัพท์หลอกลวงว่าเป็นหนี้สินกับธนาคารพาณิชย์" เพื่อหลอกลวงให้ทำรายการผ่านเครื่องเอทีเอ็ม ในปีที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงปีนี้ ถือเป็นข่าวเกรียวกราว และทำให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญในการติดต่อกับธนาคารพาณิชย์มากขึ้น หลังจากสูญไปให้กลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้หลายสิบล้านบาท
และตลอดปีที่ผ่านมา "ทีมเศรษฐกิจ" ได้รับการร้องเรียนถึงเรื่องนี้นับครั้งไม่ถ้วน!!
ขณะเดียวกัน อีกเรื่องที่ "ทีมเศรษฐกิจ" ได้รับการร้องเรียนมากเช่นกัน คือการร้องเรียนการให้บริการ และพฤติกรรมที่ประชาชนมองว่าเอารัดเอาเปรียบของธนาคารพาณิชย์!!
ทั้งเรื่องการโขกค่าธรรมเนียม ไม่อนุมัติสินเชื่อหรือการให้สินเชื่อที่มีเงื่อนไขบังคับ รวมถึงการทวงหนี้โหด ขณะที่ข้อร้องเรียนที่มีมากที่สุดและต่อเนื่องยาวนาน คือส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก (สเปรด) ที่ไม่เป็นธรรม แต่เรื่องเหล่านี้อาจเป็นข่าวและอยู่ในความตระหนักถึงของประชาชนน้อยกว่า
ภาพจาก http://iraq.usembassy.gov
ในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์และโดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้เป็น "วันครอบครัว" ที่คนในบ้านมีเวลาอยู่ด้วยกันและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
"ทีมเศรษฐกิจ" จึงประมวลและนำข้อร้องเรียน ซึ่งเป็นประสบการณ์จริงมาตีแผ่ และแชร์ให้คนส่วนใหญ่ของสังคมไทยได้รับรู้ เพื่อให้ตระหนักถึงความจำเป็น ในการสอบถามและเสาะหาความจริงในการคิดค่าธรรมเนียม และเงื่อนไขการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบในการใช้บริการ
รวม "ข้อร้องเรียน" แบงก์เอาเปรียบ
จากคำร้องเรียนจำนวนมากที่ได้รับ "ทีมเศรษฐกิจ" ได้รวบรวมและแยกกรองมาเล่าสู่กันฟังเพื่อให้ได้รับรู้ข้อเท็จจริงจากกรณีเหล่านี้ ว่าอะไรที่ "จริง" และอะไรที่เป็นเพียง "กลลวงหรือกลยุทธ์" ของธนาคาร
ข้อร้องเรียนแรก คือ คนที่เคยเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) หรือเคยติดตัวแดงเป็นหนี้ที่ต้องระวังคือ ขาดการชำระ 1-2 เดือนแต่ยังไม่ถึง 3 เดือน แม้จะได้ชำระหนี้จนครบจำนวนแล้ว แต่ส่วนใหญ่หากขอสินเชื่อใหม่จะธนาคารพาณิชย์จะไม่อนุมัติ
นายเดชา (นามสมมติ) เล่าเรื่องนี้ให้ฟังว่า ตนเป็นหนี้เอ็นพีแอลสินเชื่อบัตรเครดิต แต่เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมาได้ชำระหนี้กับธนาคารพาณิชย์จนหมดแล้ว และในขณะนี้ต้องการขอสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย แต่ธนาคารไม่อนุมัติโดยให้เหตุผลว่าติดแบล็กลิสต์ของเครดิต บูโร ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อไม่ได้
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ทางเครดิต บูโรชี้แจงว่า เครดิต บูโรไม่มีการขึ้นแบล็กลิสต์ลูกค้าไม่ว่ากรณีใด แต่การเก็บข้อมูลของเครดิต บูโรนั้น จะเก็บข้อมูลนาน 3 ปี หากธนาคารพาณิชย์เข้าไปดูประวัติทางการเงินของลูกค้าที่ขอสินเชื่อ จะเห็นว่าเคยเป็นหนี้เอ็นพีแอลมาก่อน ซึ่งอาจทำให้ไม่ได้รับการอนุมัติ
ข้อร้องเรียนที่ 2 ยังคงเป็นเรื่องการขอสินเชื่อ โดยลูกค้าที่ร้องเรียนระบุว่าถูกธนาคารพาณิชย์บังคับให้ทำประกันชีวิตผู้กู้เงิน ถ้าไม่ทำธนาคารจะไม่อนุมัติสินเชื่อให้
น.ส.อ้อ (นามสมมติ) เล่าเรื่องนี้ว่า ขอกู้สินเชื่อซื้อบ้าน 5 ล้านบาท แต่ผู้กู้ทำงานในต่างประเทศ ธนาคารจึงเสนอว่า ผู้กู้จะต้องทำประกันชีวิตเพิ่มในวงเงินสูงถึง 400,000 บาท ธนาคารจึงจะอนุมัติเงินกู้ให้ เพราะหากผู้กู้ตายธนาคารจะได้สินเชื่อคืนจากบริษัทประกัน แต่ น.ส.อ้อ บอกว่าไม่มีเงินซื้อประกัน พนักงานธนาคารเสนอให้กู้รวมไปกับสินเชื่อบ้าน ทำให้ต้องกู้ในวงเงิน 5.4 ล้านบาท
เช่นเดียวกับนายสมชาย ที่ขอสินเชื่อบุคคลจำนวน 60,000 บาท พนักงานเสนอให้ทำประกันชีวิตเพิ่มในราคา 2,000 บาท ในลักษณะเดียวกัน โดยธนาคารบอกว่า หากไม่ทำก็ไม่แน่ใจว่าสินเชื่อจะอนุมัติหรือไม่ แต่ถ้ายอมเสียเงินทำประกันที่ไม่แพงมาก แต่รับรองว่าสินเชื่ออนุมัติชัวร์
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ หลังจากที่ ธปท.อนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์เป็นนายหน้าขายประกันได้ ทุกธนาคารจึงมีนโยบายให้พนักงานขายประกัน และแบ่งรายได้เป็นเปอร์เซ็นต์จากการขาย ขณะเดียวกัน เพื่อเป็นการบริหารและป้องกันความเสี่ยงของสินเชื่อ จึงเสนอบริการการขายประกันชีวิตควบคู่กับการขอสินเชื่อ
แต่การทำประกันชีวิตหรือไม่นั้น ขึ้นกับความสมัครใจของผู้กู้ และไม่ใช่เงื่อนไขว่า จะได้รับอนุมัติสินเชื่อหรือไม่ แต่เนื่องจากบางสาขา จะมีการกำหนดยอดการขายประกัน หรือการเพิ่มส่วนแบ่งรายได้ เป็นขั้นบันไดทำให้อาจจะกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการบังคับทำประกัน ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ลูกค้าที่ไม่ทำประกันชีวิตก็มีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อเท่าๆกับที่ตัดสินใจทำประกันชีวิต
ข้อร้องเรียนที่ 3 เป็นกรณีการธนาคารพาณิชย์ถูกบังคับหรือจูงใจให้ทำบัตรเดบิต ซึ่งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปีสูงกว่าบัตรเอทีเอ็มแทนการทำบัตรเอทีเอ็มใหม่
น.ส.อร (นามสมมติ) เล่าว่า ไปทำบัตรเอทีเอ็มใหม่ แต่ธนาคารเสนอให้ทำบัตรเดบิตแทน โดยชี้แจงว่า เป็นนโยบายของธนาคารที่จะเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มเป็นบัตรเดบิตทั้งหมด โดยไม่คิดค่าทำบัตรในครั้งแรก แต่ น.ส.อรไม่สนใจ ธนาคารจึงบอกว่า หากต้องการทำบัตรเอทีเอ็มจริงๆ ก็ทำได้ แต่สำนักงานใหญ่ไม่ได้ส่งบัตรเอทีเอ็มมาให้สาขา สาขาต้องขอไปทางสำนักงานใหญ่และรอประมาณ 7-15 วันจึงจะได้รับบัตร
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ธปท.ยืนยันว่า ธนาคารพาณิชย์ยังคงต้องให้บริการบัตรเอทีเอ็มหากลูกค้าต้องการโดยไม่มีเงื่อนไขและการทำบัตรเดบิตให้ลูกค้าจะต้องได้รับการยินยอมและสมัครใจเท่านั้น
โขกค่าธรรมเนียมแพงระยับ
นอกเหนือจากกรณีข้างต้น ยังมีอีกกรณีที่มีข้อร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก คือ ค่าธรรมเนียมราคาแพง แถมยังคิดยุบยับเยอะแยะรายการเต็มไปหมด รวมทั้ง การร้องเรียนถึงค่าติดตามทวงหนี้ ที่คิดแพงมาก ขณะที่การติดตามทวงหนี้ของพนักงานยังไม่สุภาพ และบางรายมีล่วงล้ำสิทธิของประชาชน
จากรายงานของ ธปท.ล่าสุด พบว่า ค่าธรรมเนียมที่ธนาคารพาณิชย์คิดจากการให้บริการทางการเงินกับประชาชน มีทั้งสิ้นมากถึง 78 รายการ แต่ส่วนหนึ่งของค่าธรรมเนียมที่เราต้องจ่าย ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ แต่ตามเกณฑ์ของ ธปท.ในปัจจุบัน บังคับให้ธนาคารเปิดเผยค่าธรรมเนียมเพียง 24 รายการในที่สาธารณะ และที่สาขา รวมทั้งบนเว็บไซต์ของธนาคารและ ธปท.
แต่ยังมีรายการค่าธรรมเนียมอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ค่าติดตามทวงถามหนี้ การโอนเงินระหว่างสาขา หรือแม้แต่การถอนและฝากเงินจากเครื่องรับฝากและถอนเงินอัตโนมัติ (ตามตาราง) ที่ยังไม่มีการเผยแพร่ในที่สาธารณะให้ประชาชนรับรู้
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้มีการประสานงานร่วมกันระหว่าง ธปท.และสมาคมธนาคารไทย เพื่อให้มีการประกาศค่าธรรมเนียมที่คิดกับประชาชนทั้ง 78 รายการ ในลักษณะเดียวกับ 24 รายการก่อนหน้า ภายในเดือน ต.ค.นี้ โดยโครงการดังกล่าวยังรวมไปถึงความพยายามร่วมกันในการยกเครื่องปรับโครงสร้างของค่าธรรมเนียมทั้งระบบ โดยมีหลักการให้ค่าธรรมเนียมคิดตามต้นทุนจริงของธนาคารพาณิชย์
เช่น ค่าโทรศัพท์ทางไกล ซึ่งต้นทุนขณะนี้ต่ำกว่าแต่ก่อนมาก ดังนั้น ค่าธรรมเนียมการให้บริการทางการเงินข้ามเขตระหว่างกรุงเทพฯปริมณฑลและต่างจังหวัดควรลดลงหรือไม่มีเลย หรือกรณีค่าติดตามทวงถามหนี้ที่ธนาคารคิดเป็นรายครั้ง ครั้งละ 250-1,000 บาทนั้น ถือเป็นการขูดรีดเกินต้นทุนที่แท้จริง
แต่ในที่สุด โครงการปรับโครงสร้างจะทำให้ค่าธรรมเนียมจะลดลงได้จริงหรือไม่นั้น จะขึ้นกับความพยายามอย่างจริงจังหรือไม่ที่จะช่วยเหลือประชาชนของ ธปท.และความจริงใจของระบบธนาคารพาณิชย์ ที่จะต้องจับตาและพิสูจน์กันต่อไป
ฝังตุ่มดีกว่าดอกเบี้ยเตี้ยติดดิน
อย่างไรก็ตาม ข้อร้องเรียนมหาอมตะนิรันดร์กาลที่ "ทีมเศรษฐกิจ" ได้รับ หนีไม่พ้นข้อสงสัยที่ว่าทำไมดอกเบี้ยเงินฝาก ตั้งแต่วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 จนกระทั่งในปัจจุบัน 13 ปีที่ผ่านมา ถึงได้ต่ำเตี้ยติดดินมาตลอด ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้กลับอยู่ในระดับที่สูงและดอกเบี้ยเงินกู้ของจริงที่ประชาชนต้องจ่ายยิ่งสูงขึ้นไปอีก เมื่อธนาคารพาณิชย์ขอบวกความเสี่ยงอีก 1-3%
ส่งผลให้ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ถ่างห่างกันมาก ซึ่ง ณ วันนี้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าเงินกู้รายใหญ่ชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ของธนาคารพาณิชย์ อยู่ที่ 6.5% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยบัญชีออมทรัพย์ ซึ่งเป็นบัญชีที่มีจำนวนมากที่สุดอยู่ที่ 0.2-1.5% ขณะที่ผลกำไรของธนาคารพาณิชย์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยไตรมาสแรกปีนี้กำไรของระบบธนาคารพาณิชย์พุ่งสูงถึง 20,000 ล้านบาท
และที่ผ่านมา หากนับจำนวนการลดดอกเบี้ยเงินฝากเทียบกับการลดดอกเบี้ยเงินกู้ จะเห็นว่าธนาคารพาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินฝากลงมากกว่า 3% ขณะที่ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพียง 1% กว่าๆ เท่านั้น
ดังนั้น การจะอ้างถึงสภาพคล่องส่วนเกินของระบบการเงินไทยที่มีสูงมาก ขณะที่ความ ต้องการสินเชื่อลดต่ำลง ทำให้อัตราการปล่อยสินเชื่อติดลบเป็นเรื่องที่รับฟังได้ยาก
ขณะที่ ธปท.ในฐานะผู้ดำเนินนโยบายการเงิน คนดูแลดอกเบี้ยและผู้กำกับดูแลการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ กลับไม่สามารถที่จะจัดการหรือหาวิธีการให้ธนาคารพาณิชย์ ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้สอดคล้องกับเงินฝากเลย
แม้ว่าพฤติกรรมนี้จะเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้การส่งผ่านนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจล้มเหลว อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่ประชาชนคนฝากเงินได้รับจากการฝากเงินติดลบต่อเนื่องยาวนานหลายปี ส่งผลให้คนไทยจำนวนมากโดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ข้าราชการเกษียณฯที่ยังชีพด้วยดอกเบี้ยเงินฝากเดือดร้อน
ทั้งหมดนี้ เป็นความเดือดร้อนและเสียงสะท้อนของประชาชนต่อการดำเนินการของระบบธนาคารพาณิชย์ไทย ซึ่งประชาชนต้องการคำตอบที่ชัดเจนและโปร่งใส
ขณะเดียวกัน ในภาวะที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนและไม่พอใจ จำเป็นอย่างยิ่งที่ ธปท.ควรแสดงบทบาทให้เห็นชัดเจนกว่านี้ว่าอยู่ข้างประชาชน พร้อมที่จะออกกฎเกณฑ์บังคับ หรือจัดการความเอารัดเอาเปรียบเหล่านี้ ไม่ใช่เอา แต่บ๊อแบะๆไม่กล้าดำเนินการใดๆ อย่างที่ผ่านมา
ที่สำคัญที่สุด ประชาชนคนไทยเมื่อเห็นแล้วถึงกลลวงที่บรรดาแบงก์ขุดล่อเอาไว้ ก่อนจะทำธุรกรรมการเงินใดๆ ควรหาข้อมูลและความรู้เรื่องเหล่านี้จากช่องทางต่างๆก่อน ไม่ใช่ธนาคารบอกอะไรก็เชื่ออย่างนั้น จะได้ไม่ต้องมานั่ง "เสียใจ" ภายหลัง...อีก.
วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ยอมปรับเกณฑ์กู้เงิน ช.พ.ค.5 ไม่บังคับทำประกันชีวิต
นายผดุง สุริยะ กรรมการโครงการฌาปนกิจสงเคราะห์ ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) กล่าวว่า จากการประชุมคณะกรรมการ ช.พ.ค. และนายกสมาคมสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการ และสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัด ทั่วประเทศ นัดพิเศษ ที่ประชุมมีมติให้ดำเนินการโครงการ ช.พ.ค. 5 ต่อไป โดยจะทำตามเงื่อนไขที่เคยผ่านความเห็นชอบของ บอร์ด สกสค. คือ 1. เงื่อนไขการทำประกันชีวิตให้เป็นไปโดยความสมัครใจ สำหรับผู้ที่ไม่ทำประกันชีวิตให้กู้ได้เต็มเพดาน หลังจากหักค่าจัดการศพ 100,000 บาท ตามระเบียบของ ช.พ.ค. จะเหลือเพดานเงินกู้ 590,000 บาท โดยจะต้องมีผู้ค้ำประกัน 1 คน 2. เงินตอบแทนค่าบริหารความเสี่ยง 1% ที่ทางธนาคารออมสินจะมอบให้สำนักงาน สกสค. หลังจากหักค่าใช้จ่ายในการจัดการหนี้เสีย หรือเอ็นพีแอล ให้ สกสค.จัดสรรให้ผู้กู้ที่มีวินัยทางการเงินที่ดีต่อไป และ 3.ให้ดำเนินโครงการ ช.พ.ค. 5 ต่อไป
นายผดุงกล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อที่จะจัดทำเกณฑ์ใหม่ตามมติของที่ประชุม ก่อนประกาศรับสมัครใหม่อีกครั้ง โดยระหว่างนี้สมาชิก ช.พ.ค.ที่ยื่นกู้ไปแล้วและยังไม่ได้ รับอนุมัติกู้จากธนาคารออมสิน หากต้องการใช้เงื่อนไขใหม่ก็สามารถแจ้งชะลอหรือถอนการยื่นกู้ได้ที่ธนาคาร สำนักงาน สกสค. และ สกสค.จังหวัด เพื่อรอการกู้ในเงื่อนไขใหม่ ส่วนผู้ที่ได้รับอนุมัติแล้ว เงินประกันชีวิตไม่สามารถคืนได้ เพราะมีผลทางกฎหมายแล้ว.
วันเสาร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
เมืองไทยประกันชีวิต ลั่นโค่นแชมป์ แบงก์แอสชัวรันส์
เมื่อวันที่ 25 ม.ค. นายอารยัน เวส กรรมการ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด เปิดเผยว่า ช่องทางการขายผ่านแบงก์แอสชัวรันส์ในระบบมีอัตราการเติบโตที่สูง เป็นผลมาจากบริษัทประกันชีวิตในขณะนี้ต่างก็มีพาร์ทเนอร์หรือผู้ถือหุ้นเป็น ธนาคารพาณิชย์เกือบทุกแห่ง อาทิ บริษัทไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ ประกันชีวิตจำกัด (มหาชน) มีธนาคารไทยพาณิชย์เป็นผู้ถือหุ้น, บริษัท อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี.ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) มีธนาคารกรุงศรีอยุธยาเป็นผู้ถือหุ้น และบริษัท ไอเอ็นจีประกันชีวิต จำกัด มีธนาคารทหารไทยเป็นผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกัน เมื่อเป็นโอกาสในการขยายช่องทางทุกบริษัทต่างก็ต้องเร่งดำเนินงานเพื่อสร้างผลงานให้ได้ตามเป้าที่วางเอาไว้ จึงนับได้ว่าโอกาสที่ช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์จะสามารถมีส่วนแบ่งการตลาดสูงกว่าช่องทางตัวแทนก็อาจเป็นไปได้
ทั้งนี้ คาดว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า ส่วนแบ่งตลาดแบงก์แอสชัวรันส์จะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 40% ขณะที่ปี 2552 ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 30% และปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 25% ซึ่งมองว่า ตลาดประกันชีวิตยังเป็นตลาดที่ทุกบริษัทยังมีโอกาสเข้าถึงลูกค้าได้อีกมาก ซึ่งทุกช่องทางสามารถเรียนรู้และศึกษางานร่วมกันได้ หาจุดเด่นจุดบกพร่องเพื่อนำมาพัฒนาช่องทางทั้งหมดที่มี จะเป็นการผลักดันให้ธุรกิจประกันชีวิตมีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นและมี ศักยภาพ สามารถทำให้ลูกค้ามั่นใจและวางใจได้
"เรายอมรับว่าช่องทางแบงก์ในตอนนี้โตเร็วมาก ซึ่งเป็นสัญญาบอกว่าคนชอบที่จะยอมเดินเข้าหาซื้อประกันจากแบงก์มากกว่าช่องทางอื่น ด้วยเพราะแบงก์เป็นสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือมั่นคงด้วย แต่จะมาตัดสินว่าแย่งส่วนแบ่งตลาดตัวแทนไปทั้งหมดก็ไม่ได้เพราะแบงก์เอง ปัจจุบันเข้าถึงลูกค้าเพียง 25% เท่านั้น" นายอารยัน เวส กล่าว
นายอารยัน เวส กล่าวด้วยว่า ในปี 2553 บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับปีแรกผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์ไว้ที่ 10,000 ล้านบาท เติบโต 65% จากปีที่แล้ว หากรวมเบี้ยปีต่อด้วยก็อยู่ที่ประมาณ 17,730 ล้านบาท เติบโต 61%ซึ่งถือว่าขึ้นเป็นอันดับ1 สำหรับเบี้ยประกันรับปีแรก
ด้านนายสาระ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทตั้งเป้าเบี้ยรับรวมไว้ที่ 30,550 ล้านบาท เติบโต 42% แบ่งเป็นเบี้ยใหม่ 13,850 ล้านบาท และเบี้ยต่ออายุ 16,700 ล้านบาท และแบ่งเป็นเบี้ยรับรวมจากช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์ 17,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 61% ช่องทางตัวแทน 10,450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% ช่องทางอื่นที่ไม่ใช่แบงก์แอสชัวรันส์และตัวแทน 1,350 ล้านบาท เพิ่มขึ้น30% ประกันกลุ่ม 1,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น20% โดยคาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงาน 1,800 ล้านบาท หรือเติบโต 8% และมีอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนที่ 5% ขณะที่ปีที่ผ่านมาบริษัทมีเบี้ยรับรวมที่ 21,540 ล้านบาท หรือเติบโต 25% เมื่อเทียบกับปี 2551 โดยแบ่งเป็นเบี้ยใหม่ 9,240 ล้านบาท และเบี้ยต่ออายุ 12,300 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าธุรกิจประกันชีวิตในอุตสาหกรรมในปีนี้จะมีการเติบโตอยู่ที่ 15-20%
ขณะที่นายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทไทยพาณิชย์นิวยอร์คไลฟ์ ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทยังสามารถรักษาผู้นำอันดับ1 ของแบงก์แอสชัวรันส์ หรือ การขายประกันผ่านธนาคาร ได้อย่างเหนียวแน่นติดต่อเป็นเป็นปีที่ 7 และในปีนี้ก็ยังตั้งเป้าครองอันดับ1เหมือนเดิม โดยปีนี้ตั้งเป้าเบี้ยประกันรับปีแรกจากช่องทางแบงก์แอสชัวรันส์เอาไว้ที่ 7,500 ล้านบาท ซึ่งในปีที่ผ่านมา ช่องทางการขายผ่านแบงก์แอสชัวรันส์อยู่ที่ 7,126 ล้านบาท